14/9/52

My Idol

ชื่อจริง : เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อเล่น : เน็ก
ชื่อในวงการ : น้าเน็ก
ส่วนสูง : 175 ซม.
น้ำหนัก : 75 กก.
เพศ : ชาย
กรุ๊ปเลือด : โอ
เกิดวันที่ : 17 ม.ค. 2512
การศึกษา
- ระดับประถมศึกษา ที่ โรงเรียนวัดสุพรรณ
- ระดับมัธยมตอนปลาย ที่ โรงเรียน นวมินทราชูทิศ พายัพ และ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
- ระดับปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ วราสาร สื่อสารมวลชน ม.กรุงเทพฯ
ผลงานพิธีกร :
- กิ๊กกะไบท์ (พ.ศ. 2547-2549)
- คิทเช่น สเน็ค (พ.ศ. 2548- 5 สิงหาคม 2549)
- ไฟว์ ไลฟ์ (พ.ศ. 2546-2549)
- เกมวัดดวง (พ.ศ. 2545-ปัจจุบัน)
- เปรี้ยวปาก
- อี-เม้าท์
- เกมส์ฮอต เพลงฮิต
- เดอะเกม กีฬามหาสนุก
- เดอะ โหวต (พ.ศ. 2547-2549)
- รู้จริงปะ (พ.ศ. 2549-ปัจจุบัน)
- ฆ่าโง่ (พ.ศ. 2549-2550)
- ตาสว่าง (31 มกราคม 2551-ปัจจุบัน)

ผลงาน D.J :
- ดีเจ ของ เอไทม์มีเดีย
- เซ็กส์มัสต์เซย์ ของ เอไทม์มีเดีย

ผลงานหนังสือ :
- เดอะ เน็กเค็ด เล่ม 1-3
- เน็กแนว
- ทอล์กโชว์

ผลงานละคร :
- ละครเรื่อง ชิชา สาวน้อยมหัศจรรย์

ผลงานทอล์กโชว์ :
- สามแยกปากหวาน
- เดอะ เน็กเค็ด โชว์ มือถือไมค์ ไฟส่องน้า(เน็ก)
- เดอะ เน็กเค็ด โชว์ 2 ตอน เล่นกับน้าน้าเลียปาก
- เดอะ เน็กเค็ด โชว์ 3 ตอน ขายตัว

ผลงานภาพยนตร์ :
- บุปผาราตรี
- คนสั่งผี (ไปดูเอา ออกมาประมาณ 30 วินาที)

ผลงานวีซีดี :
- เรื่อง หวยรวยแล้วจ้า

ผลงานมิวสิควีดีโอ :
- เพลงแรกของอ้นศรีพรรณ
- เพลงที่ 2 ก็ของน้าเน้กเอง ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด
- เพลงที่ 3 ของ TAXI เพลงคิดถึงฉันไหม เวลาที่เธอ...

ลงแมกกาซีนเล่มแรก : มาดามฟิกาโร่ เขียนคอลัมภ์ ให้กับ HAMBURGER กับ SEVENTEEN

อาชีพที่เคยทำก่อนเข้าวงการบันเทิง :
- เป็นเด็กล้างรถ
- พนักงานขาย
- แจกใบปลิว
- ขายน้ำปั่น
- ขายกาแฟ
- ตบแต่งบ้าน
- เวดดิ้งแพลนเนอร์ หรือจัดงานแต่งงาน
- ออร์แกไนเซอร์
- ช่างภาพ
- ทำพีอาร์
- นักข่าว
- ออกแบบท่าเต้น
- นายหน้า
- ขายข้าวแกง
- ทำอู่คาร์แคร์
ข้อคิดดีๆ จากน้าเน็ค
คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี
1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม......... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์
อุแม่เจ้า........แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน
เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก...
เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ
แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข
ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป
โอ๊ย..... กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน น้อยเกินไปจริง ๆ
และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี
แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ
อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ!
อุแม่เจ้าเทค 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึง สามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!!
คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้าง ๆ เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้
นี่ชั้นกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น
หากแต่เป็นความจริงที่ เราไม่ค่อยได้มองมัน
เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี
แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน
และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น ...... คำนวณเองบ้างซิว้อยย.....
เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา ( ที่คาดว่าจะ ) เหลืออยู่ ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะทำยังไงกับมันดี .....
แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวัน ๆ
ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้ เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า " เงินเดือน "
บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี
ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน
เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า กูจะเป็นอะไรดี
บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น
แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวัน ๆ
ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....ไอ้บ้า
และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม " ฆ่าเวลา " ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย
บอกตรง ๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากัน ...... แล้วนะ ลองคิดแบบนี้บ้าง
ใช่แล้ว .... เราจะเกิดความเสียดาย เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ ตายได้ไง
หากฝันไม่สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย ...
ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้ และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ... มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า
เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว
ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง
...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง
รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย ...
เพราะพรุ่งนี้ชั้น ( อาจจะ ) ตายแล้ว ใช้เวลา ( ที่อาจจะ ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้
กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล .......
...คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน
ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด
ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง
เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน.........
หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย ......
แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน
ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด
และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน .... แล้วนะ
อ้าว.... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก รี
บแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ เดี๋ยวตายซะก่อน .... เสียดายแย่
โดย น้าเน๊ก ...... เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา

10/8/52

วันนี้ในอดีต : กำเนิดคิง เคนนี่

วันนี้ในอดีต เมื่อปี 1977 กุนซือระดับตำนาน Bob Paisley ได้ซื้อเด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาร่วมทีมซึ่งชายคนนั้นก็ก้าวไปเป็น King of the Kop ได้ในที่สุด

Kenny Dalglish ที่ตอนนั้นเล่นอยู่กับทีม Celtic ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดใน Scotland และด้วยการที่เขาเป็นทายาทเสื้อหมายเลข 7 สืบต่อจาก Kevin Keegan เขาก็เดินหน้าสถาปนาตัวเองเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในประเทศอังกฤษได้ในเวลาต่อมา
ตลอดช่วง 14 ปีต่อมา เขารับใช้ทีมทั้งในฐานะผู้จัดการทีมและนักเตะ ทำประตูได้ 172 ลูกจากการลงสนาม 515 เกมส์ และกวาดแชมป์ได้ทุกอย่าง และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความชาญฉลาดของ Paisley ในตลาดซื้อขาย ซึ่งเขาได้เปิดใจในเวลาต่อมาว่า "ผมแค่หวังว่าหลังจากการทดสอบแข้ง และปัญหาในช่วงการคุมทีมปีแรกๆ ของผมแล้ว ใครบางคนที่อยู่บนฟ้าคงจะยิ้มมาที่ผม และจะช่วยชี้แนะผม คำวิงวอนของผมได้รับคำตอบเมื่อพวกเราคว้า Kenny Dalglish เข้ามา ผู้เล่นที่สุดยอด และมีความเป็นมืออาชีพอย่างที่สุด”
440,000 ปอนด์ คือ ราคาค่าตัวที่ Bob Paisley จ่ายให้กับทีม Celtic ในเดือน ส.ค.1977 และ Dalglish ก็ถูกซื้อเข้ามาเพื่อแทนที่ Kevin Keegan ที่ย้ายไปร่วมทีม Hamburg
30,461 คือ จำนวนแฟนบอลที่เข้าร่วมชมเกมส์เทสติโมเนียนของ Dalglish ในปี 1990 ที่ Anfield ช่วยให้เก็บค่าตั๋วเข้าชมได้ถึง 150,000 ปอนด์และในเกมส์นั้น Liverpool เอาชนะ Real Sociedad ไปได้ 3-1
" King of the Kop " " King Kenny "
เครดิต : คุณ Amanda_Kop & HongmarnZ.com

1/8/52

วันนี้ในอดีต: พ่อหนุ่มผมยาวมาเกิด

วันนี้ในอดีตเมื่อปี 1996 Roy Evans ผู้จัดการทีม Liverpool ในตอนนั้น ได้เซนต์สัญญาคว้าตัวพ่อหนุ่มผมยาวนามว่า Patrik Berger มาจากทีม Borussia Dortmund หลังจากมิดฟิลด์ตัวรุกคนนี้ทำผลงานได้โดดเด่นในฟุตบอล European Championships ที่ประเทศอังกฤษ นอกจากนี้พ่อหนุ่มผมยาวที่เพิ่งเข้ามาร่วมทีมก็ทำผลงานโดดเด่นทันทีด้วยการยิง 5 ประตูในการออกทัวร์ครั้งแรกกับทีม นอกจากนี้ยังทำผลงานโดดเด่นได้หลายครั้ง รวมถึงการยิงแฮทริกในเกมส์เจอกับ Chelsea ได้ในฤดูกาลถัดมา รวมถึงการผ่านบอลสุดยอดให้ Michael Owen ยังประตูทีม Arsenal ในฟุตบอล 2001 FA Cup รอบชิงชนะเลิศ รวมสุทธิในการลงสนามให้หงส์แดง 196 เกมส์ Berger ระเบิดตาข่ายไป 35 ประตู และเป็นที่จดจำกันดีในฐานะมิดฟิลด์ตีนซ้ายระดับพระกาฬ

เครดิต : คุณ Amanda_Kop จากเวป hongmarnz.com

13/7/52

ความสำเร็จสำคัญกว่าศักดิ์ศรี หรือไม่เคยมี (ศักดิ์ศรี) เลย

" Baby Goal "

Michael Owen เกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1979 ในประเทศอังกฤษ


Baby Goal หรือ เจ้าหนูมหัศจรรย์ เป็นฉายาของเขา ซึ่งได้มาจากความสามารถ และพรสวรรค์ของเขาเอง โดยฟุตบอลโลกในปี 1998 เขาได้เริ่มแจ้งเกิด ด้วยการเลี้ยงผ่านผู้เล่น Argentina 2 คน แล้วยิงผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไปอย่างเฉียบขาด



เขาโด่งดังขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ประมาณปี 1998 จนถึงปี 2004 ในชุดหงส์แดง โดยได้แชมป์ร่วมกับลิเวอร์พูล รวมทั้งสิ้น 8 แชมป์ รวมถึงแชมป์ในทีมชุดเยาวชน รวมถึงรางวัล

PFA Young Player of the Year: 1998
Premier League joint top scorer: 1998, 1999
BBC Sports Personality of the Year: 1998
และ Ballon d'Or: 2001 โดยในปี 2001 นี้เองที่ลิเวอร์พูลได้ ทริปเปิ้ล แชมป์

แต่แล้วเส้นทางที่หอมหวานของเขากับลิเวอร์พูลก็ได้จบลง เมื่อเขาเลือกที่จะย้ายทีมไปหาความท้าทายใหม่ โดยย้ายไปเล่นให้กับ Real Madrid ด้วยค่าตัวสุดถูก เท่ากับว่า เค้าได้ตอบแทนให้กับสโมสรที่ทำให้เค้าได้มีโอกาศโด่งดังขึ้นมา ได้ไม่มาก แม้เขาจะนำแชมป์มาให้สโมสรได้บ้าง แต่การย้ายทีมของเขาที่หวังว่า Real Madrid จะทำให้ตัวเขาเองประสบความสำเร็จมากกว่านี้ ก็ได้ทำร้ายจิตใจของแฟนบอลที่ยกให้เขาเป็น Hero มากพอสมควร

ย้ายไปด้วยค่าตัว ประมาณ 8 ล้านปอน

แต่เส้นทางการค้าแข้งของเขาไม่เป็นไปอย่างที่คิด โดยเขาไม่ค่อยได้รับโอกาศลงเล่นเป็นตัวจริงมากนัก และอยู่กับ Real Madrid ได้เพียงปีเดียว ก็ต้องย้ายกลับมาที่เกาะอังกฤษ โดยตอนนั้น แฟนบอลลิเวอร์พูลส่วนใหญ่ต่างเรียกร้องให้ Owen กลับมาเล่นให้กับทีมอีกครั้ง แต่แฟนบอลก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเพราะเขาเลือกที่จะย้ายไปเล่นให้กับทีม Newcastle โดนเสียงส่วนใหญ่บอกว่า เพราะ Newcastle ให้ค่าเหนื่อยเขามากกว่า Liverpool นั้นเอง


ย้ายมา Newcastle ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอน ทำกำไรให้ Real Madrid ถึง 8 ล้านปอนในปีเดียว

ความ Hot ความสด ในตัวเขาเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อเพื่อนร่วมทีมของเขาไม่สามารถสร้างโอกาศให้เขาทำประตูได้มากพอ รวมถึงมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดมา นับเป็น วิบาก"กรรม" ในชีวิตของเขา จนทำให้ตัวเขาหลุดจากตัวเลือกในทีมชาติอังกฤษ แล้วเขาก็ไม่สามารถช่วยทีมให้อยู่รอดใน Premier League ได้ และตัวเขาเองก็หมดสัญญากับทีมพอดี เขาจึงต้องย้ายทีมอีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็ได้ "ทรยศ" ทีม และทำร้ายจิตใจแฟนบอลอย่างมาก ด้วยการย้ายไปร่วมทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Manchester United


Owen เลือกที่จะเป็นปีศาจอย่างเต็มตัว

โดยเหตุผลที่เขาเลือกย้ายไปซบตัก Manchester United ก็เพราะเขาต้องการที่จะกลับมายิ่งใหญ่ และติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม การย้ายทีมครั้งนี้ก็ทำให้เหล่า The Kop ได้รู้กันแล้วว่าแท้ที่จริงแล้ว Michael Owen คนนี้ไม่ได้มีใจเป็นหงส์เลยแม้แต่น้อย

ตัวผมเอง ( Nott ) ซึ่งต้องยอมรับว่า ได้มารู้จักกับฟุตบอล ได้มาชอบ ทีมลิเวอร์พูล เป็นเพราะวันนั้นผมบังเอินได้เห็นเขาคนนี้ ยิงประตู Argentina เหมือนอย่างในคลิปที่นำมาให้ดู และผมต้องยอมรับว่าผมยังชอบ Owen แต่เป็น Owen คนที่คว้าแชมป์ร่วมกับลิเวอร์พูล ไม่ใช่ Owen คนที่ ชูผ้า Man U อยู่เหนือศรีษะ คนนี้

แม้ใครจะบอกว่า Owen จะกลับมา Hot อีกครั้ง แต่ผมเดาล่วงหน้าได้เลยว่า เฟอร์กี้ ไม่มีให้นักเตะ ฟรี ทรานเฟอร์ ที่ร่างกายไม่ฟิต เจ็บมาตลอด ได้ลงสนามมากกว่า เตเบส ที่ค่าตัวระดับ 20 - 30 ล้านปอน และแทบไม่เคยมีปัญหาบาดเจ็บ แน่ๆ

12/7/52

History LFC

จอห์น โฮลดิ้ง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟิลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้สโมสรเอฟเวอร์ตันเช่าเป็นสนามแข่ง และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิ้ง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมได้เช่าอยู่ ฝ่ายกลุ่มบริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนาม และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะ สแตนลี่ย์พาร์ค เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดีสันปาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิ้ง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิ้ง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด ( Liverbird ) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซี่ย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้
ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลส์โบรซ์ ไอโรโนโปลิส และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล ( ทั้งหมด 28 นัด ) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ( ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน ) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

History C

ภาษาซีเป็นภาษาที่ถือว่าเป็นทั้งภาษาระดับสูง และระดับต่ำ ถูกพัฒนาโดย เดนนิส ริดชี (Dennis ritche) แห่งห้องทดลองเบลล์ (Bell laboratories) ที่เมอร์รีฮิล มลรัฐนิวเจอร์ซี่ โดยเดนนิสได้ใช้หลักการของภาษา บีซีพีแอล (Basic Combine Programming Language) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย เคน ทอมสัน (Ken tomson) การออกแบบ และพัฒนาภาษาซีของ เดนนิส ริดชี มีจุดมุ่งหมายให้เป็นภาษาสำหรับใช้เขียนโปรแกรมปฏิบัติการระบบยูนิกซ์ และได้ตั้งชื่อว่า ซี (C) เพราะเห็นว่า ซี (C) เป็นตัวอักษรต่อจากบี (B) ของภาษา BCPL ภาษาซีถือว่าเป็นภาษาระดับสูง และภาษาระดับต่ำ ทั้งนี้เพราะภาษาซีมีวิธีใช้ข้อมูล และมีโครงสร้างการควบคุมการทำงานของโปรแกรมเป็นอย่างเดียวกับภาษาของโปรแกรมระดับสูงอื่นๆ จึงถือว่าเป็นภาษาระดับสูง ในด้านที่ถือว่าภาษาซีเป็นภาษาระดับต่ำ เพราะภาษาซีมีวิธีการเข้าถึงในระดับต่ำที่สุดของฮาร์ดแวร์ ความสามารถทั้งสองด้านของภาษานี้เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนซึ่งกัน และกัน ความสามารถระดับต่ำทำให้ภาษาซีสามารถใช้เฉพาะเครื่องได้ และความสามารถระดับสูง ทำให้ภาษาซีเป็นอิสระจากฮาร์ดแวร์ ภาษาซีสามารถสร้างรหัสภาษาเครื่องซึ่งตรงกับชนิดของข้อมูลนั้นได้เอง ทำให้โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาซีที่เขียนบนเครื่องหนึ่ง สามารถนำไปใช้กับอีกเครื่องหนึ่งได้ ประกอบกับการใช้พอยน์เตอร์ในภาษาซี นับได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นอิสระจากฮาร์ดแวร์

ภาษาซีเป็นภาษาที่มีลักษณะเด่นพอสรุปได้ดังนี้

- เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีการพัฒนาขึ้นใช้งานเพื่อเป็นภาษามาตรฐานที่ไม่ขึ้นกับโปรแกรมจัดระบบงานและไม่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์
- เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่อาศัยหลักการที่เรียกว่า "โปรแกรมโครงสร้าง" จึงเป็นภาษาที่เหมาะกับการพัฒนาโปรแกรมระบบ
- เป็นคอมไพเลอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง ให้รหัสออบเจ็กต์สั้น ทำงานได้รวดเร็ว เหมาะกับงานที่ต้องการ ความรวดเร็วเป็นสำคัญ
- มีความคล่องตัวคล้ายภาษาแอสแซมบลี ภาษาซีสามารถเขียนแทนภาษาแอสแซมบลีได้ดี ค้นหาที่ผิดหรือ แก้โปรแกรมได้ง่าย ภาษาซีจึงเป็นภาษาระดับสูงที่ทำงานเหมือนภาษาระดับต่ำ
- มีความคล่องตัวที่จะประยุกต์เข้ากับงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี การพัฒนาโปรแกรม เช่น เวิร์ดโพรเซสซิ่ง สเปรดชีต ดาตาเบส ฯลฯ มักใช้ภาษาซีเป็นภาษาสำหรับการพัฒนา
- เป็นภาษาที่มีอยู่บนเกือบทุกโปรแกรมจัดระบบงาน มีในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 8 บิต ไปจนถึง 32 บิต เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ และเมนเฟรม
- เป็นภาษาที่รวมข้อดีเด่นในเรื่องการพัฒนา จนทำให้ป็นภาษาที่มีผู้สนใจมากมายที่จะเรียนรู้หลักการของภาษา และวิธีการเขียนโปรแกรม ตลอดจนการพัฒนางานบนภาษานี้